Home Main

NITED News

NEWS & UPDATE

สรุประเบียบบริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา พ.ศ. 2569 ฉบับใหม่: 4 ฝ่าย 26 งาน ที่ครูอาชีวะต้องรู้

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ลงนามประกาศ “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่าด้วยการบริหารสถานศึกษา พ.ศ. 2569” โดยให้ยกเลิกระเบียบเดิม 2 ฉบับ คือ ฉบับ พ.ศ. 2552 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 แล้วใช้ระเบียบฉบับใหม่นี้แทน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป ทำไมต้องออกระเบียบฉบับใหม่? เนื่องจากกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหลายฉบับได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทั้งกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงจำเป็นต้องปรับปรุงระเบียบว่าด้วยการบริหารสถานศึกษาให้สอดคล้องกับภารกิจของสถานศึกษาในปัจจุบัน โครงสร้างการบริหาร 4 ฝ่าย ระเบียบฉบับใหม่กำหนดให้สถานศึกษาแบ่งการบริหารงานออกเป็น 4 ฝ่าย ดังนี้ 1. ฝ่ายบริหารทรัพยากร (7 งาน) รับผิดชอบการวางแผนการปฏิบัติงาน การควบคุม กำกับ ดูแลงานบริหารงานทั่วไป งานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล งานการเงิน งานการบัญชี งานพัสดุ งานอาคารสถานที่ และงานทะเบียน งานบริหารงานทั่วไป งานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล งานการเงิน งานการบัญชี งานพัสดุ งานอาคารสถานที่ งานทะเบียน 2. ฝ่ายยุทธศาสตร์และแผนงาน (6 งาน) รับผิดชอบการพัฒนายุทธศาสตร์ แผนงานและงบประมาณ งานมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา งานศูนย์ดิจิทัลและสื่อสารองค์กร งานส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ รวมถึงงานติดตามและประเมินผลการอาชีวศึกษา งานพัฒนายุทธศาสตร์ แผนงานและงบประมาณ งานมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา งานศูนย์ดิจิทัลและสื่อสารองค์กร งานส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ งานส่งเสริมธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ งานติดตามและประเมินผลการอาชีวศึกษา 3. ฝ่ายกิจการนักเรียน นักศึกษา (5 งาน) รับผิดชอบงานกิจกรรมนักเรียน นักศึกษา งานครูที่ปรึกษาและการแนะแนว งานปกครองและความปลอดภัยนักเรียน นักศึกษา งานสวัสดิการนักเรียน นักศึกษา และงานโครงการพิเศษและการบริการสังคม งานกิจกรรมนักเรียน นักศึกษา งานครูที่ปรึกษาและการแนะแนว งานปกครองและความปลอดภัยนักเรียน นักศึกษา งานสวัสดิการนักเรียน นักศึกษา งานโครงการพิเศษและการบริการ 4. ฝ่ายวิชาการ (7 งาน) รับผิดชอบงานแผนวิชา/ภาควิชา/คณะวิชา งานพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ งานวัดผลและประเมินผล งานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและความร่วมมือ งานวิทยบริการและเทคโนโลยีการศึกษา งานการศึกษาพิเศษและความเสมอภาคทางการศึกษา และงานพัฒนาหลักสูตรสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ แผนวิชา…/ภาควิชา…/คณะวิชา… งานพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ งานวัดผลและประเมินผล งานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและความร่วมมือ งานวิทยบริการและเทคโนโลยีการศึกษา งานการศึกษาพิเศษและความเสมอภาคทางการศึกษา งานพัฒนาหลักสูตรสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ บุคลากรในสถานศึกษา (หมวด 3) ระเบียบฉบับนี้กำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรทุกระดับอย่างชัดเจน ตั้งแต่ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการ ครูผู้ช่วย ครู ไปจนถึงพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ผู้อำนวยการสถานศึกษา มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบบังคับบัญชาบุคลากรในสถานศึกษา บริหารกิจการของสถานศึกษา การวางแผนการปฏิบัติงาน การควบคุมกำกับ ดูแลการบริหารงานบุคคล การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถานศึกษาตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาได้รับ ครู มีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน การส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาผู้เรียน ปฏิบัติงานวิชาการ พัฒนาตนเองและวิชาชีพ ประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง บุคคลในชุมชน และสถานประกอบการ คณะกรรมการสถานศึกษา (หมวด 4) สถานศึกษาแต่ละแห่งให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาคณะหนึ่ง มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในการจัดอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ โดยมีอำนาจและหน้าที่สำคัญ อาทิ กำกับดูแลการบริหารงานบุคคล เสนอความต้องการจำนวนและอัตราตำแหน่ง ให้ความเห็นชอบและอนุมัติเกี่ยวกับเงินรายได้ของสถานศึกษา รวมถึงให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการจัดการศึกษาและแผนปฏิบัติราชการประจำปี สิ่งที่เปลี่ยนแปลงสำคัญจากระเบียบเดิม จากการเปรียบเทียบกับระเบียบฉบับเดิม มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ เปลี่ยนชื่อฝ่าย: “ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ” เดิม เปลี่ยนเป็น “ฝ่ายยุทธศาสตร์และแผนงาน” เพิ่มงานใหม่: งานศูนย์ดิจิทัลและสื่อสารองค์กร, งานส่งเสริมธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ, งานการศึกษาพิเศษและความเสมอภาคทางการศึกษา เน้นเทคโนโลยีดิจิทัล: เพิ่มงานด้านดิจิทัล ความปลอดภัยข้อมูล และทักษะดิจิทัลให้ชัดเจน เน้นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์: มีงานส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์และหุ่นยนต์ เป็นการเฉพาะ เพิ่มบทบาทด้านธุรกิจ: ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ประกอบการ มีทักษะการทำธุรกิจจริง ผลกระทบต่อสถานศึกษา สถานศึกษาในสังกัด สอศ. ทุกแห่งจะต้องปรับโครงสร้างการบริหารงานให้เป็นไปตามระเบียบฉบับนี้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป โดยผู้อำนวยการสถานศึกษาต้องพิจารณาแต่งตั้ง มอบหมาย และเปลี่ยนแปลงบุคลากรในสถานศึกษาให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ ตามระเบียบนี้ แล้วรายงานให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทราบโดยเร็ว ที่มา: ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่าด้วยการบริหารสถานศึกษา พ.ศ. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 ลงนามโดย นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา Download ฉบับเต็ม…

View Details

Active Learning กับการจัดการเรียนรู้อาชีวศึกษา

🚀 Active Learning ฉบับอาชีวะ: เปลี่ยน “ห้องเรียน” ให้เป็น “โลกการทำงาน” สร้างคนคุณภาพสู่สถานประกอบการ  “ห้องเรียนที่เงียบกริบ… คือห้องเรียนที่มีคุณภาพ จริงหรือ?” 🤔 คุณครูเคยมีความรู้สึกแบบนี้ไหมคะ? วันไหนที่เดินเข้าสอนแล้วนักเรียนนั่งนิ่ง ตั้งใจฟังจดตามที่บอกอย่างเป็นระเบียบ 📝 เรามักจะรู้สึกภูมิใจว่า “วันนี้สอนดีจัง เด็กเข้าใจ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้ความเงียบเหล่านั้น อาจซ่อนปัญหาที่น่ากังวลที่สุดของการอาชีวศึกษาไว้อยู่ก็ได้ ⚠️ ในโลกของการทำงานจริงยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม 🏭 ธุรกิจบริการ 🛎️ หรือโลกของผู้ประกอบการ ไม่ได้ต้องการคนที่ “ท่องจำทฤษฎีได้แม่นยำ” เพียงอย่างเดียว แต่พวกเขากำลังโหยหาคนทำงานที่ “กล้าคิด กล้าถาม และกล้าลงมือแก้ปัญหา” 💡 🔊 เรามักได้ยินเสียงสะท้อนจากสถานประกอบการบ่อยครั้งว่า “เด็กจบใหม่ความรู้ทฤษฎีแน่น แต่พอเจอหน้างานจริงกลับไปไม่เป็น แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ หรือไม่กล้าหยิบจับเครื่องมือ” …นี่คือสัญญาณเตือนว่า รูปแบบการเรียนการสอนแบบบรรยาย (Lecture) 📖 อาจไม่ใช่กุญแจที่ไขประตูสู่ความสำเร็จในวิชาชีพอีกต่อไป 🔑 คำถามท้าทายครูอาชีวะวันนี้คือ… เราจะเปลี่ยนห้องเรียนสี่เหลี่ยมเดิมๆ ให้กลายเป็นพื้นที่บ่มเพาะ “สมรรถนะ” ของมืออาชีพได้อย่างไร? 🛠️ คำตอบไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือราคาแพง 💸 แต่อยู่ที่การ “พลิกโฉมกระบวนการเรียนรู้” สู่ “Active Learning” (การเรียนรู้เชิงรุก) กลไกสำคัญในการสร้างคนอาชีวะพันธุ์ใหม่ ให้พร้อมรับมือโลกการทำงานที่หมุนเร็วทุกวินาที ⚡ Active Learning ในบริบทอาชีวศึกษา ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนสนุกสนานเพียงอย่างเดียว 🎮 แต่คือการ “จำลองชีวิตจริงในการทำงาน (Real-World Simulation)” เข้ามาไว้ในกระบวนการเรียนรู้ เพื่อบ่มเพาะความเป็นมืออาชีพ โดยมีหัวใจสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 🔹 1. เปลี่ยน “โจทย์” ให้เป็น “งาน” (Authentic Problems) 🧩 การเรียนรู้จะมีความหมายที่สุด เมื่อผู้เรียนรู้ว่า “เรียนไปทำไม” และ “เอาไปใช้แก้ปัญหาอะไร” ครูต้องเปลี่ยนจากโจทย์สมมติในหนังสือเรียน เป็น สถานการณ์จริง (Scenario-based Learning) ที่ท้าทายและบูรณาการข้ามวิชาได้ เช่น: 🚗 สาขาช่างยนต์ (Auto Mechanics): Scenario: “ลูกค้าแจ้งว่ารถมีเสียงดังเวลาเลี้ยวซ้าย จงหาสาเหตุและเสนอราคาซ่อม” Mission: ผู้เรียนต้องไล่เช็คระบบช่วงล่าง วิเคราะห์จุดเสียหาย (Troubleshooting) และทำใบเสนอราคาที่สมเหตุสมผล 📈 สาขาการตลาด (Marketing): Scenario: “สินค้าตัวใหม่ยอดขายไม่เดิน แถมโดนคู่แข่งตัดราคา” Mission: ทีมการตลาดต้องทำ SWOT Analysis จากข้อมูลจำลอง แล้ววางแผนกลยุทธ์โปรโมชั่น (Promotion Campaign) ภายในงบที่จำกัด เพื่อกู้วิกฤตยอดขายให้ได้ 🔌 สาขาไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ (Electrical/Electronics): Scenario: “ระบบ Smart Farm ล่ม พืชขาดน้ำ 3 ชั่วโมง!” Mission: แผงวงจรควบคุมปั๊มน้ำ IoT หยุดทำงาน ผู้เรียนต้องหาจุดที่เสียหาย ซ่อมแซม และเขียนโปรแกรมควบคุมใหม่ให้ทันเวลาก่อนผลผลิตเสียหาย 🍳 สาขาอาหารและโภชนาการ (Culinary): Scenario: “จัดเลี้ยง VIP กะทันหัน แต่วัตถุดิบหลักหมด!” Mission: “ปลากะพง” เมนูหลักหมดเกลี้ยง! ผู้เรียนต้องรังสรรค์เมนูทดแทนจากของในตู้เย็น (Inventory Management) ให้หรูหรา และเจรจานำเสนอลูกค้าให้ประทับใจ 🔹 2. เปลี่ยน “ครูสอน” เป็น “หัวหน้างาน” (Teacher as Facilitator & Coach) 👷‍♂️ บทบาทของคุณครูยุคใหม่ ต้องถอยออกมาจากการเป็น “ผู้บรรยายหน้าชั้น” มาเป็น “โฟร์แมน” หรือ “โค้ช” ที่เดินดูรอบๆ หน้างาน: 🗣️ ใช้คำถามกระตุ้นคิด (Power Questions): แทนที่จะรีบเฉลยหรือดุว่า “ทำผิด!”, ลองเปลี่ยนเป็นคำถามชวนคิดเพื่อฝึกสกิลการแก้ปัญหา: “ทำไมถึงเลือกใช้วัสดุเกรดนี้ มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากอีกตัวยังไง?” “ถ้าเครื่องจักรหยุดทำงานตอนนี้ คิดว่าจุดไหนคือจุดที่จะเป็นปัญหาที่สุด?” 🛡️ สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ (Psychological Safety): สนับสนุนให้ผู้เรียนกล้าลองผิดลองถูก ครูต้องทำให้เขารู้สึกว่า “ผิดในห้องเรียน ดีกว่าไปพังที่หน้างาน” เพื่อให้เขาเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น 🔹 3. เปลี่ยน “การสอบ” เป็น “การวัดสมรรถนะ” (Competency-Based Assessment) 📊 🚫 ทำไม “แบบทดสอบ” ถึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย? ในวงการอาชีวะ…

View Details

เคล็ดลับเขียน Prompt สั่งงาน Gemini

คุยกับ AI ยังไงให้รู้เรื่อง? เผยเคล็ดลับเขียน Prompt สั่งงาน Gemini ฉบับเข้าใจง่าย! (เซฟเก็บไว้เลย!) ใครที่รู้สึกว่าคุยกับ Gemini แล้วยังไม่ได้คำตอบที่โดนใจ… บางทีอาจไม่ใช่เพราะ AI ไม่เก่ง แต่อาจเป็นเพราะเรา “สั่งงาน” ไม่ถูกวิธี! การคุยกับ AI อย่าง Gemini ไม่ใช่การพิมพ์คีย์เวิร์ดสั้นๆ เหมือนหาใน Google แต่คือการ “สื่อสาร” ครับ วันนี้เราสรุป 5 เทคนิคง่ายๆ มาให้แล้ว ดูตามภาพแล้วมาอ่านขยายความกันเลย! 1. ใช้ภาษาธรรมชาติ: คุยเหมือนเพื่อน () ลืมการพิมพ์แบบหุ่นยนต์ไปได้เลย! คุยกับ Gemini ให้เหมือนคุณกำลังคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือเลขาฯ ส่วนตัว ใช้ประโยคบอกเล่า ทักทาย หรือตั้งคำถามแบบมนุษย์คุยกันนี่แหละครับ ยิ่งเป็นธรรมชาติ AI ยิ่งเข้าใจเจตนาเราได้ดีขึ้น 2. ระบุชัดเจน & กระชับ: ไม่กำกวม () อยากได้อะไร บอกให้ชัด! Gemini ชอบคำสั่งที่ตรงไปตรงมา         อย่าพิมพ์แค่: “ที่เที่ยวเชียงใหม่”         ลองพิมพ์ว่า: “ช่วยวางแผนเที่ยวเชียงใหม่ 3 วัน 2 คืน สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เน้นที่เที่ยวธรรมชาติและร้านอาหารพื้นเมือง” ยิ่งระบุรูปแบบที่ต้องการ (เช่น ขอเป็นตาราง, ขอเป็นลิสต์รายการ) ยิ่งดีครับ 3. ให้บริบท: ยิ่งมาก ยิ่งเข้าใจ () อย่าปล่อยให้ Gemini เดา! การบอก “ที่มาที่ไป” สำคัญมาก สมมติคุณอยากให้เขียนอีเมล… ให้บอกไปด้วยว่า “คุณคือใคร”, “เขียนหาใคร”, และ “เพื่อวัตถุประสงค์อะไร” เช่น “ฉันเป็นเจ้าของร้านกาแฟ ช่วยร่างอีเมลตอบกลับลูกค้าที่มารีวิวติชมเรื่องบริการ โดยใช้โทนเสียงที่สุภาพและแสดงความรับผิดชอบ” บริบทที่ครบถ้วนจะทำให้ได้คำตอบที่ตรงใจที่สุด 4. คีย์เวิร์ดเจาะจง: เพื่อผลลัพธ์ที่ตรงจุด () ถึงจะบอกให้ใช้ภาษาธรรมชาติ แต่ถ้ามี “ศัพท์เฉพาะทาง” “ชื่อรุ่น” หรือ “เงื่อนไขทางเทคนิค” ที่สำคัญ ให้ใส่ลงไปด้วยครับ Gemini เข้าใจคำศัพท์เหล่านี้ และมันจะช่วยกรองข้อมูลที่ไม่เกี่ยวออกไป ทำให้ได้คำตอบที่แม่นยำและลึกซึ้งขึ้น 5. แบ่งงานซับซ้อน: แยกพรอมต์เป็นข้อย่อย () ถ้ารู้สึกว่างานมันใหญ่และยุ่งเหยิงมาก อย่าอัดทุกคำสั่งในโพสต์เดียว! AI อาจจะงงได้ ให้ลองซอยงานเป็นขั้นตอนย่อยๆ แล้วสั่งทีละข้อ Prompt 1: “ช่วยหาข้อมูลเรื่อง…” Prompt 2 (หลังจากได้ข้อมูลแล้ว): “จากข้อมูลข้างบน ช่วยสรุปเป็น 5 ประเด็นสำคัญ…” การทำแบบนี้จะช่วยให้ AI โฟกัสได้ดีขึ้น และงานออกมามีคุณภาพกว่าครับ

View Details

ไฟล์ดาวน์โหลด

Activities & Update

หลักสูตร

All News

สรุประเบียบบริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา พ.ศ. 2569 ฉบับใหม่: 4 ฝ่าย 26 งาน ที่ครูอาชีวะต้องรู้

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ลงนามประกาศ “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่าด้วยการบริหารสถานศึกษา พ.ศ. 2569” โดยให้ยกเลิกระเบียบเดิม 2 ฉบับ คือ ฉบับ พ.ศ. 2552 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 แล้วใช้ระเบียบฉบับใหม่นี้แทน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป ทำไมต้องออกระเบียบฉบับใหม่? เนื่องจากกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหลายฉบับได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทั้งกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงจำเป็นต้องปรับปรุงระเบียบว่าด้วยการบริหารสถานศึกษาให้สอดคล้องกับภารกิจของสถานศึกษาในปัจจุบัน โครงสร้างการบริหาร 4 ฝ่าย ระเบียบฉบับใหม่กำหนดให้สถานศึกษาแบ่งการบริหารงานออกเป็น 4 ฝ่าย ดังนี้ 1. ฝ่ายบริหารทรัพยากร (7 งาน) รับผิดชอบการวางแผนการปฏิบัติงาน การควบคุม กำกับ ดูแลงานบริหารงานทั่วไป งานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล งานการเงิน งานการบัญชี งานพัสดุ งานอาคารสถานที่ และงานทะเบียน งานบริหารงานทั่วไป งานบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล งานการเงิน งานการบัญชี งานพัสดุ งานอาคารสถานที่ งานทะเบียน 2. ฝ่ายยุทธศาสตร์และแผนงาน (6 งาน) รับผิดชอบการพัฒนายุทธศาสตร์ แผนงานและงบประมาณ งานมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา งานศูนย์ดิจิทัลและสื่อสารองค์กร งานส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ รวมถึงงานติดตามและประเมินผลการอาชีวศึกษา งานพัฒนายุทธศาสตร์ แผนงานและงบประมาณ งานมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา งานศูนย์ดิจิทัลและสื่อสารองค์กร งานส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ งานส่งเสริมธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ งานติดตามและประเมินผลการอาชีวศึกษา 3. ฝ่ายกิจการนักเรียน นักศึกษา (5 งาน) รับผิดชอบงานกิจกรรมนักเรียน นักศึกษา งานครูที่ปรึกษาและการแนะแนว งานปกครองและความปลอดภัยนักเรียน นักศึกษา งานสวัสดิการนักเรียน นักศึกษา และงานโครงการพิเศษและการบริการสังคม งานกิจกรรมนักเรียน นักศึกษา งานครูที่ปรึกษาและการแนะแนว งานปกครองและความปลอดภัยนักเรียน นักศึกษา งานสวัสดิการนักเรียน นักศึกษา งานโครงการพิเศษและการบริการ 4. ฝ่ายวิชาการ (7 งาน) รับผิดชอบงานแผนวิชา/ภาควิชา/คณะวิชา งานพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ งานวัดผลและประเมินผล งานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและความร่วมมือ งานวิทยบริการและเทคโนโลยีการศึกษา งานการศึกษาพิเศษและความเสมอภาคทางการศึกษา และงานพัฒนาหลักสูตรสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ แผนวิชา…/ภาควิชา…/คณะวิชา… งานพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ งานวัดผลและประเมินผล งานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและความร่วมมือ งานวิทยบริการและเทคโนโลยีการศึกษา งานการศึกษาพิเศษและความเสมอภาคทางการศึกษา งานพัฒนาหลักสูตรสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ บุคลากรในสถานศึกษา (หมวด 3) ระเบียบฉบับนี้กำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรทุกระดับอย่างชัดเจน ตั้งแต่ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการ ครูผู้ช่วย ครู ไปจนถึงพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ผู้อำนวยการสถานศึกษา มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบบังคับบัญชาบุคลากรในสถานศึกษา บริหารกิจการของสถานศึกษา การวางแผนการปฏิบัติงาน การควบคุมกำกับ ดูแลการบริหารงานบุคคล การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถานศึกษาตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาได้รับ ครู มีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน การส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาผู้เรียน ปฏิบัติงานวิชาการ พัฒนาตนเองและวิชาชีพ ประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง บุคคลในชุมชน และสถานประกอบการ คณะกรรมการสถานศึกษา (หมวด 4) สถานศึกษาแต่ละแห่งให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาคณะหนึ่ง มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในการจัดอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ โดยมีอำนาจและหน้าที่สำคัญ อาทิ กำกับดูแลการบริหารงานบุคคล เสนอความต้องการจำนวนและอัตราตำแหน่ง ให้ความเห็นชอบและอนุมัติเกี่ยวกับเงินรายได้ของสถานศึกษา รวมถึงให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการจัดการศึกษาและแผนปฏิบัติราชการประจำปี สิ่งที่เปลี่ยนแปลงสำคัญจากระเบียบเดิม จากการเปรียบเทียบกับระเบียบฉบับเดิม มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ เปลี่ยนชื่อฝ่าย: “ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ” เดิม เปลี่ยนเป็น “ฝ่ายยุทธศาสตร์และแผนงาน” เพิ่มงานใหม่: งานศูนย์ดิจิทัลและสื่อสารองค์กร, งานส่งเสริมธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ, งานการศึกษาพิเศษและความเสมอภาคทางการศึกษา เน้นเทคโนโลยีดิจิทัล: เพิ่มงานด้านดิจิทัล ความปลอดภัยข้อมูล และทักษะดิจิทัลให้ชัดเจน เน้นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์: มีงานส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์และหุ่นยนต์ เป็นการเฉพาะ เพิ่มบทบาทด้านธุรกิจ: ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ประกอบการ มีทักษะการทำธุรกิจจริง ผลกระทบต่อสถานศึกษา สถานศึกษาในสังกัด สอศ. ทุกแห่งจะต้องปรับโครงสร้างการบริหารงานให้เป็นไปตามระเบียบฉบับนี้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป โดยผู้อำนวยการสถานศึกษาต้องพิจารณาแต่งตั้ง มอบหมาย และเปลี่ยนแปลงบุคลากรในสถานศึกษาให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ ตามระเบียบนี้ แล้วรายงานให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทราบโดยเร็ว ที่มา: ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่าด้วยการบริหารสถานศึกษา พ.ศ. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 ลงนามโดย นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา Download ฉบับเต็ม…

กลไกขับเคลื่อน: ระบบกำกับ ติดตาม และรายงานผลการเทียบโอน

การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ในระบบอาชีวศึกษาจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพได้นั้น จำเป็นต้องมี กลไกการขับเคลื่อน ที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งระบบบริหารจัดการ การประสานงาน ระบบข้อมูล และการกำกับติดตาม เพื่อให้มั่นใจว่าการเทียบโอนเป็นไปตามมาตรฐานและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน ระบบบริหารจัดการ ระบบบริหารจัดการการเทียบโอนอาชีวศึกษามีโครงสร้างที่ชัดเจน 3 ระดับ ระดับชาติ: สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ มาตรฐาน และแนวทางการเทียบโอน รวมถึงพัฒนาระบบและเครื่องมือที่จำเป็น ระดับจังหวัด/ภาค: อาชีวศึกษาจังหวัดทำหน้าที่ประสานงานระหว่างส่วนกลางกับสถานศึกษา กำกับดูแลการดำเนินงานในพื้นที่ และรายงานผลต่อส่วนกลาง ระดับสถานศึกษา: สถานศึกษาเป็นหน่วยปฏิบัติที่ดำเนินการเทียบโอนโดยตรง มีคณะกรรมการเทียบโอนระดับสถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การเทียบโอนอาชีวศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภายในและภายนอก สอศ. ได้แก่ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ในเรื่องการเทียบโอนจากใบรับรองมาตรฐานอาชีพ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในเรื่องการเทียบโอนจากการฝึกอบรมและมาตรฐานฝีมือแรงงาน สถานประกอบการ ในเรื่องการยืนยันประสบการณ์การทำงานและสมรรถนะ สถานศึกษาอื่น ในเรื่องการโอนผลการเรียนระหว่างสถานศึกษา ระบบข้อมูลสารสนเทศ ระบบข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเทียบโอน ประกอบด้วย ฐานข้อมูลผู้ขอเทียบโอน บันทึกข้อมูลผู้ขอเทียบโอนทุกราย รวมถึงประเภทการเทียบโอน รายวิชาที่เทียบโอน และผลการพิจารณา ระบบธนาคารหน่วยกิต ระบบบันทึกและจัดการหน่วยกิตสะสมของผู้เรียน เชื่อมโยงกับระบบทะเบียนของสถานศึกษา ระบบรายงาน ระบบจัดทำรายงานสถิติการเทียบโอนในภาพรวม ทั้งระดับสถานศึกษา จังหวัด และระดับชาติ การกำกับ ติดตาม และประเมินผล การกำกับดูแล สอศ. กำหนดให้มีการกำกับดูแลการเทียบโอนอย่างสม่ำเสมอ โดยตรวจสอบว่าสถานศึกษาดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ใช้เกณฑ์การประเมินที่ถูกต้อง และจัดเก็บเอกสารอย่างครบถ้วน การติดตามผล มีการติดตามผลการเทียบโอนเป็นระยะ ทั้งในแง่ปริมาณ (จำนวนผู้เทียบโอน จำนวนรายวิชา) และคุณภาพ (ผลการเรียนของผู้ที่เทียบโอน อัตราการสำเร็จการศึกษา) การประเมินผล มีการประเมินผลระบบการเทียบโอนในภาพรวม เพื่อพัฒนาปรับปรุงหลักเกณฑ์และแนวทางให้ดียิ่งขึ้น การรายงานผล สถานศึกษาต้องจัดทำรายงานผลการเทียบโอนส่งต่อหน่วยงานต้นสังกัดเป็นประจำ ประกอบด้วย จำนวนผู้ขอเทียบโอนจำแนกตามประเภท จำนวนรายวิชาที่ได้รับการเทียบโอน ผลการพิจารณา (ผ่าน/ไม่ผ่าน) ปัญหาและอุปสรรคที่พบ ข้อเสนอแนะในการปรับปรุง ความท้าทายและแนวทางพัฒนา แม้ระบบการเทียบโอนจะมีกลไกที่ชัดเจน แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องพัฒนาต่อ เช่น การสร้างความรู้ความเข้าใจให้ครูและบุคลากรทุกระดับ การพัฒนาระบบสารสนเทศให้ทันสมัยและใช้งานง่าย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถานประกอบการ สรุป กลไกการขับเคลื่อนระบบการเทียบโอนอาชีวศึกษาเป็นเสมือนเครื่องยนต์ที่ทำให้ระบบทั้งหมดทำงานได้อย่างราบรื่น ตั้งแต่การกำหนดนโยบายในระดับชาติ การประสานงานในระดับจังหวัด จนถึงการปฏิบัติงานในระดับสถานศึกษา ทุกระดับต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเทียบโอนเป็นเครื่องมือที่ช่วยเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับทุกคนอย่างแท้จริง อ้างอิง: แนวทางการจัดการอาชีวศึกษาด้วยวิธีการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์รายวิชา (ฉบับปรับปรุง) สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ธันวาคม 2568

คู่มือสำหรับครูอาชีวะ: บทบาทและขั้นตอนการเทียบโอนที่ต้องรู้

การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ในระบบอาชีวศึกษาจะสำเร็จได้ดีนั้น ครูอาชีวศึกษา มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในฐานะผู้ประเมิน ผู้ให้คำปรึกษา และสมาชิกคณะกรรมการเทียบโอน บทความนี้สรุปบทบาทหน้าที่และสิ่งที่ครูอาชีวะต้องรู้เกี่ยวกับระบบการเทียบโอน โครงสร้างคณะกรรมการเทียบโอน ระบบการเทียบโอนอาชีวศึกษามีคณะกรรมการ 3 ระดับ ที่ครูอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง 1. ระดับชาติ คณะกรรมการบริหารการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และแนวทางการเทียบโอนในภาพรวม 2. ระดับจังหวัด/ภาค คณะกรรมการระดับอาชีวศึกษาจังหวัด ทำหน้าที่ประสานงานและกำกับดูแลการเทียบโอนในพื้นที่ 3. ระดับสถานศึกษา คณะกรรมการเทียบโอนระดับสถานศึกษา ซึ่งเป็นระดับที่ครูมีบทบาทมากที่สุด ทำหน้าที่พิจารณาและดำเนินการเทียบโอนโดยตรง บทบาทของครูในกระบวนการเทียบโอน ครูในฐานะกรรมการเทียบโอน ครูผู้สอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจะได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการเทียบโอนระดับสถานศึกษา มีหน้าที่พิจารณาเปรียบเทียบสมรรถนะ ประเมินผู้ขอเทียบโอน และให้ความเห็นในการอนุมัติ ครูในฐานะผู้ประเมิน ครูเป็นผู้ออกแบบและดำเนินการทดสอบหรือประเมินสมรรถนะผู้ขอเทียบโอน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมถึงการสัมภาษณ์และการสาธิตการทำงาน ครูในฐานะผู้ให้คำปรึกษา ครูมีบทบาทในการให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนเกี่ยวกับการเทียบโอน เช่น รายวิชาที่สามารถเทียบโอนได้ เอกสารที่ต้องเตรียม และขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ สิ่งที่ครูต้องรู้เกี่ยวกับการเทียบโอน 6 รูปแบบ ครูควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเทียบโอนทั้ง 6 รูปแบบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบที่ 1: การโอนผลการเรียนรายวิชา หลักสูตรเดียวกัน – เป็นการโอนตรงระหว่างรายวิชาเดียวกัน รูปแบบที่ 2: การเทียบโอนต่างหลักสูตร – ต้องเปรียบเทียบสมรรถนะ (ปวช. 60% / ปวส. 75%) รูปแบบที่ 3: การเทียบโอนจากการฝึกอบรม – ตรวจสอบหลักสูตรฝึกอบรมที่ได้รับการรับรอง รูปแบบที่ 4: การเทียบโอนจากใบรับรองมาตรฐานอาชีพ – ตรวจสอบใบรับรองกับสมรรถนะรายวิชา รูปแบบที่ 5: การเทียบโอนจากประสบการณ์การประกอบอาชีพ – ต้องประเมินสมรรถนะจากการทำงานจริง รูปแบบที่ 6: การเทียบโอนจากการศึกษาตามอัธยาศัย – ต้องประเมินจากหลักฐานและการทดสอบ เกณฑ์การประเมินที่ครูต้องใช้ การเปรียบเทียบสมรรถนะ ครูต้องเปรียบเทียบสมรรถนะระหว่างสิ่งที่ผู้ขอเทียบโอนมีกับสมรรถนะรายวิชา โดยพิจารณาจากจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา เกณฑ์เปอร์เซ็นต์สมรรถนะ ครูต้องจำเกณฑ์สำคัญ คือ ระดับ ปวช. ต้องมีสมรรถนะตรงกันไม่น้อยกว่า 60% และระดับ ปวส. ต้องมีสมรรถนะตรงกันไม่น้อยกว่า 75% การประเมินเพิ่มเติม เมื่อสมรรถนะไม่ครบ ครูอาจต้องออกแบบการทดสอบเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นการสอบข้อเขียน สอบปฏิบัติ สัมภาษณ์ หรือการสาธิตการทำงาน เอกสารที่ครูต้องจัดทำ ในฐานะกรรมการเทียบโอน ครูมีหน้าที่จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แบบบันทึกการเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชา แบบบันทึกผลการประเมิน/ทดสอบ รายงานผลการพิจารณาเทียบโอน เอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการ โดยมีแบบฟอร์มมาตรฐานตามที่ สอศ. กำหนด เช่น แบบฟอร์ม ทอ.01-05 และ CB.09-13 ข้อควรระวังสำหรับครู ครูควรดำเนินการเทียบโอนอย่างรอบคอบและเป็นธรรม โดยยึดหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ผ่อนปรนเกณฑ์จนส่งผลต่อคุณภาพ และต้องจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการตรวจสอบ ที่สำคัญคือต้องมีความเข้าใจในรายวิชาที่ตนรับผิดชอบอย่างถ่องแท้ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบสมรรถนะได้อย่างแม่นยำ สรุป ครูอาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการเทียบโอน ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การประเมิน จนถึงการอนุมัติ การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวทางการเทียบโอนทั้ง 6 รูปแบบจะช่วยให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการเทียบโอนอาชีวศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย อ้างอิง: แนวทางการจัดการอาชีวศึกษาด้วยวิธีการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์รายวิชา (ฉบับปรับปรุง) สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ธันวาคม 2568

คู่มือปฏิบัติ: Timeline ปฏิทินงานทะเบียนตลอดปีการศึกษา

Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.12/12 (ตอนจบ) ตลอด 11 บทความที่ผ่านมา เราได้พาท่านเจาะลึกทุกมิติของระเบียบ ปวช. 2568 ตั้งแต่ภาพรวม นิยามศัพท์ การรับนักเรียน สถานภาพ การจัดแผนการเรียน การลงทะเบียน การนับเวลาเรียน ระบบเกรด การตัดสินผลการเรียน การเทียบโอน ไปจนถึงเอกสารการศึกษา ในบทความสุดท้ายนี้ เราจะรวบรวมทั้งหมดมาสร้างเป็น Timeline ปฏิทินงานทะเบียน ที่สถานศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ตลอดปีการศึกษา ก่อนเปิดภาคเรียน (ประมาณ 1-2 เดือนก่อน) ลำดับ กิจกรรม อ้างอิงข้อ ผู้รับผิดชอบ 1 ทบทวนและจัดทำแผนการเรียนให้สอดคล้องกับโครงสร้างหลักสูตร ข้อ 32-42 ฝ่ายวิชาการ 2 จัดรายวิชาให้ครบทุกหมวดวิชาตามโครงสร้างหลักสูตร ข้อ 32 ฝ่ายวิชาการ 3 ประสานงานสถานประกอบการสำหรับการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ ข้อ 35-36 ฝ่ายวิชาการ/ทวิภาคี 4 รับสมัครและคัดเลือกนักเรียนใหม่ ข้อ 8-9 งานทะเบียน 5 ขึ้นทะเบียนนักเรียนใหม่ ข้อ 10-11 งานทะเบียน 6 กำหนดวันและเวลาลงทะเบียนรายวิชา ข้อ 43 งานทะเบียน 7 จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชม. ข้อ 39 ฝ่ายพัฒนานักเรียน สัปดาห์แรกของภาคเรียน ลำดับ กิจกรรม กรอบเวลา อ้างอิงข้อ 1 เปิดภาคเรียนตามกำหนด วันเปิดภาคเรียน ข้อ 30 2 ลงทะเบียนรายวิชา (ปกติ) ก่อนเปิดภาคเรียน ข้อ 43 3 เริ่มนับเวลาเรียนในแต่ละรายวิชา วันแรกของภาคเรียน ข้อ 53-54 สัปดาห์ที่ 1-3 ของภาคเรียน ลำดับ กิจกรรม กรอบเวลา อ้างอิงข้อ 1 ลงทะเบียนล่าช้า ไม่เกิน 15 วัน (ปกติ) / 5 วัน (ฤดูร้อน) ข้อ 44 2 เปลี่ยน/เพิ่มรายวิชา ภายใน 15 วัน (ปกติ) / 5 วัน (ฤดูร้อน) ข้อ 49 3 รักษาสถานภาพ (กรณีไม่ลงทะเบียน) ภายใน 15 วัน หลังสิ้นสุดการลงทะเบียน ข้อ 45 4 รับเรื่องการโอน/เทียบโอนผลการเรียน ตามที่สถานศึกษากำหนด ข้อ 77-85 สัปดาห์ที่ 3-5 ของภาคเรียน ลำดับ กิจกรรม กรอบเวลา อ้างอิงข้อ 1 ถอนรายวิชา ภายใน 30 วัน (ปกติ) / 10 วัน (ฤดูร้อน) ข้อ 49 2 ดำเนินการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ตามที่สถานศึกษากำหนด ข้อ 85 ระหว่างภาคเรียน (ต่อเนื่อง) ลำดับ กิจกรรม ความถี่ อ้างอิงข้อ 1 ติดตามเวลาเรียนนักเรียน (เกณฑ์ 80%) ทุกสัปดาห์ ข้อ 53 2 ประเมินผลการเรียนต่อเนื่อง ตลอดภาคเรียน ข้อ 58 3 จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร สัปดาห์ละ 2 ชม. ข้อ 39 4 ดำเนินการเรื่องลาพัก ย้ายสถานศึกษา ลาออก ตามเหตุที่เกิด ข้อ 23-29 5 ติดตามนักเรียนที่มีเวลาเรียนใกล้เกณฑ์ขั้นต่ำ ทุก 2 สัปดาห์ ข้อ 53 ช่วงปลายภาคเรียน ลำดับ กิจกรรม กรอบเวลา อ้างอิงข้อ 1 ตรวจสอบสิทธิ์การวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน ก่อนสอบ 2 สัปดาห์ ข้อ 53 2 รับคำร้องขอเลื่อนการวัดผลสัมฤทธิ์ ก่อนสอบไม่น้อยกว่า…

เอกสารการศึกษา ปวช.: ระเบียนแสดงผลการเรียนและใบรับรอง

Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.11/12 เอกสารการศึกษาเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษาของนักเรียน ระเบียบ ปวช. 2568 ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารการศึกษาไว้ในหมวด 4 อย่างครบถ้วน มาทำความเข้าใจกัน ประเภทของเอกสารการศึกษา ตามข้อ 87 สถานศึกษาต้องจัดให้มีเอกสารการศึกษา ดังต่อไปนี้: ระเบียนแสดงผลการเรียน (รบ.1 ปวช.) – ตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ ซึ่งใช้ชื่อย่อว่า “รบ.1 ปวช.” และต้องเก็บรักษาไว้ตลอดไป ระเบียนแสดงผลการเรียนฉบับภาษาอังกฤษ – ตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ และต้องเก็บรักษาไว้ตลอดไป แบบรายงานผลการเรียนของผู้ที่สำเร็จการศึกษา (รบ.2 ปวช.) – ใช้ชื่อย่อว่า “รบ.2 ปวช.” และต้องเก็บรักษาไว้ตลอดไป ประกาศนียบัตร – ตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ ให้หัวหน้าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเป็นผู้อนุมัติและลงนามในประกาศนียบัตร วุฒิบัตร – ตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ ให้หัวหน้าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเป็นผู้อนุมัติและลงนามวุฒิบัตร สมุดประเมินผลรายวิชา – และหลักฐานเกี่ยวกับการประเมินผลการเรียนในแบบอื่น สมุดบันทึกการปฏิบัติงานหรือสมุดรายงานของนักเรียน สมุดบันทึกการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ หรือสมุดบันทึกการฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียน – และใบรับรองการสำเร็จการศึกษาตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ ใบรับรองสภาพการเป็นผู้เข้าเรียน – และใบแสดงผลการเรียนรายวิชาผู้เข้าเรียนตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ การจัดทำระเบียนแสดงผลการเรียน การจัดทำระเบียนแสดงผลการเรียน ให้หัวหน้างานทะเบียนเป็นผู้จัดทำ ลงลายมือชื่อพร้อมทั้ง วัน เดือน ปี และให้หัวหน้าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเป็นผู้ลงนามรับรองผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร สำหรับสถานศึกษาที่สังกัดสถาบัน ให้สภาสถาบันอนุมัติการให้ประกาศนียบัตรวิชาชีพ และให้หัวหน้าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเป็นผู้ลงนามในประกาศนียบัตร การเก็บรักษาหลักฐาน ข้อ 88 กำหนดให้สถานศึกษาเก็บรักษาหลักฐานการประเมินผลการเรียนไว้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ เอกสารคู่ฉบับ ข้อ 89 กำหนดให้ใช้เอกสารคู่ฉบับระเบียนแสดงผลการเรียน และเอกสารคู่ฉบับระเบียนแสดงผลการเรียนฉบับภาษาอังกฤษ เป็นเอกสารรับรองผลการเรียน การออกเอกสารคู่ฉบับ ข้อ 90 กำหนดให้สถานศึกษาออกเอกสารคู่ฉบับระเบียนแสดงผลการเรียน เอกสารคู่ฉบับระเบียนแสดงผลการเรียนฉบับภาษาอังกฤษ ประกาศนียบัตร และวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา กรณีนักศึกษาพ้นสภาพนักเรียนตามข้อ 16 (1) (2) และ (4) ให้สถานศึกษาออกระเบียนแสดงผลการเรียนให้กับนักเรียนในวันพ้นสภาพ ส่วนกรณีผู้เข้าเรียนพ้นสภาพผู้เข้าเรียนตามข้อ 17 (1) (2) (3) และ (4) ให้สถานศึกษาออกใบแสดงผลการเรียนรายวิชาให้กับผู้เข้าเรียนในวันพ้นสภาพ ใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียน ข้อ 92 กำหนดว่านักเรียนที่ต้องการใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียนหรือในรับรองการสำเร็จการศึกษา ให้สถานศึกษาออกใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียน ในรับรองการสำเร็จการศึกษา หรือใบรับรองสภาพการเป็นผู้เข้าเรียน แล้วแต่กรณี ใบรับรองนี้มีอายุ 60 วัน โดยให้สถานศึกษากำหนดวันหมดอายุไว้ด้วย ให้สถานศึกษาออกใบแสดงผลการเรียนรายวิชาให้แก่ผู้เข้าเรียนที่ต้องการใบแสดงผลการเรียนรายวิชาเพื่อเป็นเอกสารรับรองผลการเรียน การทำสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน ข้อ 91 กำหนดว่าการทำสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน จะใช้วิธีพิมพ์ใหม่ หรือสำเนาเอกสารตามต้นฉบับก็ได้ แล้วให้เขียนหรือประทับตรา “สำเนาถูกต้อง” ส่วนการทำสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียนฉบับภาษาอังกฤษจะใช้วิธีพิมพ์ใหม่หรือสำเนาเอกสารตามต้นฉบับก็ได้ แล้วให้เขียนหรือประทับตรา “CERTIFIED TRUE COPY” ให้หัวหน้างานทะเบียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนลงลายมือชื่อรับรองสำเนาพร้อมทั้ง วัน เดือน ปี ที่ออกสำเนา และหัวหน้าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนหรือผู้ได้รับมอบหมาย ลงลายมือชื่อกำกับที่รูปถ่าย สิ่งที่สถานศึกษาควรให้ความสำคัญ จัดทำเอกสารให้ครบถ้วนตามที่ระเบียบกำหนดทั้ง 8 ประเภท เก็บรักษาเอกสารสำคัญไว้ตลอดไป โดยเฉพาะ รบ.1 ปวช. และ รบ.2 ปวช. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในเอกสารทุกฉบับก่อนลงนาม กำหนดระบบการออกเอกสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้บริการนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว ในบทความสุดท้าย EP.12 เราจะรวบรวมทุกอย่างมาเป็น “คู่มือปฏิบัติ: Timeline ปฏิทินงานทะเบียนตลอดปีการศึกษา” เพื่อให้สถานศึกษาใช้เป็นแนวทางในการวางแผนงานตลอดทั้งปี อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ข้อ 87-92

การเทียบโอนผลการเรียนรู้ ปวช.: หลายช่องทางที่ต้องรู้

Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.10/12 หนึ่งในจุดเด่นของระเบียบ ปวช. 2568 คือการเปิดกว้างสำหรับ “การเทียบโอนผลการเรียนรู้” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากหลากหลายแหล่ง สามารถนำมาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตในการศึกษาระดับ ปวช. ได้ รูปแบบการเทียบโอนผลการเรียนรู้ ตามข้อ 77 นักเรียนและผู้เข้าเรียนสามารถถูกยกเว้นการเรียนรายวิชาได้โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้: การโอนผลการเรียน – การนำผลการเรียนจากสถานศึกษาอื่นมาใช้ การเทียบโอนผลการเรียน – การเทียบผลจากการเรียนในหลักสูตรที่แตกต่าง การเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้ – การนำผลลัพธ์การเรียนรู้จากแหล่งอื่นมาเทียบ การเทียบโอนประสบการณ์ของบุคคล – จากการทำงานหรือประกอบอาชีพ การเทียบโอนสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ – กรอบคุณวุฒิแห่งชาติและกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน มาตรฐานอาชีพระดับสากล – เข้าสู่หน่วยกิตตามหลักสูตร ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด การเทียบโอนผลการเรียนรู้เพื่อการสะสมหน่วยกิต ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด การโอนผลการเรียนรายวิชา ข้อ 78 กำหนดว่าการโอนผลการเรียนรายวิชาจากสถานศึกษาซึ่งใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพพุทธศักราชเดียวกัน ให้สถานศึกษาที่รับเข้าเรียนรับโอนผลการเรียนทุกรายวิชา นอกจากรายวิชาที่ได้ระดับผลการเรียนต่ำกว่า 2.0 สถานศึกษาจะรับโอนหรือจะทำการประเมินใหม่จนเห็นว่าได้ผลการเรียนถึงเกณฑ์ของสถานศึกษาแล้วจึงรับโอนผลการเรียนรายวิชานั้นก็ได้ การเทียบโอนผลการเรียนรายวิชาจากหลักสูตรอื่น ข้อ 79 กำหนดเงื่อนไขสำหรับการเทียบโอนผลการเรียนรายวิชาที่มีผลการเรียนจากหลักสูตรอื่นซึ่งไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ดังนี้: เป็นรายวิชาหรือกลุ่มวิชาที่มีจุดประสงค์ หรือสมรรถนะ หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ และเนื้อหาใกล้เคียงกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และมีจำนวนหน่วยกิตไม่น้อยกว่าหน่วยกิตของรายวิชาที่ระบุไว้ในหลักสูตร รายวิชาที่ได้ระดับผลการเรียนตั้งแต่ 2.0 ขึ้นไป โดยสถานศึกษาจะรับโอนผลการเรียนหรือจะทำการประเมินใหม่แล้วจึงรับโอนรายวิชานั้นก็ได้ รายวิชาที่ได้ระดับผลการเรียนต่ำกว่า 2.0 สถานศึกษาอาจจะทำการประเมินใหม่ หากได้ผลการเรียนถึงเกณฑ์ของสถานศึกษาแล้วจึงรับโอนผลการเรียนรายวิชานั้นก็ได้ การประเมินใหม่ตามข้อ 78 และ 79 ข้อ 80 กำหนดว่าเมื่อมีการประเมินใหม่ตามข้อ 78 และข้อ 79 ระดับผลการเรียนให้เป็นไปตามที่ได้จากการประเมินใหม่ แต่ต้องไม่สูงไปกว่าเดิม สำหรับรายวิชาที่นอกเหนือจากหลักสูตรที่ใช้ในปัจจุบันที่มีจุดประสงค์หรือสมรรถนะหรือผลลัพธ์การเรียนรู้และเนื้อหาใกล้เคียง ให้สถานศึกษาปฏิบัติตามข้อ 79 การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ข้อ 85 เปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้เข้าเรียนที่มีความรู้และประสบการณ์ในงานอาชีพจากการศึกษาด้วยตนเอง หรือทำงานในอาชีพนั้นอยู่แล้ว หรือจากการฝึกอบรม สัมมนา ประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือจากการวิจัยและนวัตกรรมที่มีสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ กรอบคุณวุฒิแห่งชาติและกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน มาตรฐานอาชีพระดับสากล หรือมีความรู้ในรายวิชาตรงตามหลักสูตรมาก่อนเข้าเรียน สามารถขอประเมินเทียบโอนความรู้และประสบการณ์เพื่อขึ้นทะเบียนเรียนรายวิชาสำหรับรายวิชานั้นก็ได้ โดยเทียบโอนได้ไม่เกิน 3 ใน 4 ของจำนวนหน่วยกิตตามหลักสูตรแต่ละประเภทวิชา กลุ่มอาชีพ และสาขาวิชา และตามแผนการเรียนรายบุคคลที่สถานศึกษากำหนด การรับโอนและเทียบโอนผลการเรียนจากสถานศึกษาอื่น ข้อ 84 กำหนดให้สถานศึกษาพิจารณาการรับโอนผลการเรียนหรือเทียบโอนผลการเรียนรายวิชาของนักเรียนหรือผู้เข้าเรียนจากสถานศึกษาแห่งอื่น ดังนี้: การรับโอนผลการเรียน ให้ปฏิบัติตามข้อ 78 การเทียบโอนผลการเรียน ให้ปฏิบัติตามข้อ 79 ทั้งนี้ ให้สถานศึกษาแจ้งให้นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนทราบก่อนที่จะอนุญาตให้ไปเรียน การบันทึกผลการเรียนในระเบียนแสดงผลการเรียน ข้อ 82 กำหนดให้บันทึกผลการเรียนลงในระเบียนแสดงผลการเรียน ให้ใช้รหัสวิชาและชื่อรายวิชาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราชที่ใช้ในปัจจุบัน โดยแสดงหมายเหตุว่าเป็นรายวิชาที่รับโอนผลการเรียน หรือเทียบโอนผลการเรียน แล้วแต่กรณี ในบทความถัดไป EP.11 เราจะพาไปดู “เอกสารการศึกษา ปวช.” ทั้งระเบียนแสดงผลการเรียน ประกาศนียบัตร และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ข้อ 77-85

Add Your Heading Text Here

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

Top